Sanook.commenu

ข่าว ตรวจหวย ทำนายฝัน ราคาทอง วิเคราะห์บอล ฟังเพลงออนไลน์ ดูทีวีออนไลน์ หนังใหม่ ดูละครย้อนหลัง เกมส์

วิจารณ์หนัง: ศพ (อาจารย์ใหญ่)

  • 25 ส.ค. 49 00.00 น. | เปิดอ่าน | ความคิดเห็น 3
ศพ (อาจารย์ใหญ่): หลอนไม่มีน้ำหนัก อาจารย์ใหญ่ หรือในชื่อใหม่ว่า ศพ เป็นหนังอีกเรื่องที่เมื่อผมอ่านเรื่องย่อหนังและ ตัวอย่างแล้ว มีความรู้สึกว่าผมอยากดู เพราะจากหนังตัวอย่างที่ตัดมา ดูน่ากลัวและหลอนผมมาก และยิ่งมีกระแสหนังโดนต่อต้านหรือโดนค้าน อย่างเรื่องนี้ก็มีกระแสมาว่า หนังไปลบหลู่อะไรต่ออะไรในวงการแพทย์ ผมยิ่งอยากจะไปดูเพื่อให้มันหายสงสัย ว่าคนทำต้องการจะลบหลู่จริงหรือไม่ อาจารย์ใหญ่ หรือ ศพ เป็นหนังที่เล่าว่า ร่างกายที่ไร้ชีวิตที่นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 2 ทุกคนต่างให้ความเคารพ ในฐานะ อาจารย์ใหญ่ ครูผู้บริจาคร่างกายเป็นวิทยาทานเพื่อให้กับนักศึกษาแพทย์ทุกคนได้เรียนรู้ถึงความซับซ้อนภายในร่างกายมนุษย์ และนำความรู้ที่ได้จากร่างอาจารย์ไปเป็นประโยชน์ในการรักษาผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ต่อไปมีเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับอาจารย์ใหญ่ แต่สำหรับ ไหม (รัน ณัทธมนกาญจน์ ศรีนิกรโชติ) แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นกลับเป็นประสบการณ์จริงที่ชวนขนลุก ซึ่งเกิดขึ้นในระหว่างที่เธอเข้าเรียนชั่วโมงแรกของวิชากายวิภาคศาสตร์ เมื่อจู่ๆ ร่างของอาจารย์ใหญ่ที่นอนสงบนิ่งก็เงื้อมมือขึ้นมาบีบคอเธอ เหตุการณ์ต่อจากนั้นได้สร้างความหวาดผวามากยิ่งขึ้น เมื่อเธอรู้สึกว่ามีวิญญาณของผู้หญิงที่ไม่รู้จัก คอยติดตามเธอไปในทุกที่ ตั้งแต่ชั้นเรียน ห้องน้ำ มุมมืดในห้องพัก รวมทั้งข้างตัวเธอบนเตียงนอนที่บ้าน ในท่ามกลางความสับสน และสถานการณ์ที่กำลังเลวร้ายลง อาจารย์นายแพทย์ประกิต (นิรุตติ์ ศิริจรรยา) ดูเหมือนจะเป็นคนเดียวที่แสดงความห่วงใยไหม และตัดสินใจยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือลูกศิษย์คนนี้ในทุกวิถีทาง ไหมเริ่มตั้งคำถาม และค้นหาคำตอบอย่างที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน นั่นคือการค้นหาที่มาของอาจารย์ใหญ่ แต่ดูเหมือนยิ่งสาวยิ่งลึก และมีบางสิ่งที่ซับซ้อนเกินกว่าที่ผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างเธอจะต้านทานไหว บางอย่าง ที่เกี่ยวพันและเชื่อมโยงถึงผู้หญิงที่ชื่อดาหวัน กับร่างของอาจารย์ใหญ่ตรงหน้าเธอ ความจริงในด้านมืดที่ชวนขนลุก และเหตุการณ์ที่เลวร้ายในอดีตกลับมาหลอกหลอนเธอขึ้นอีกครั้ง หนังปูทางให้กับคนดูด้วยอารมณ์ที่เครดเรื่องไม่ค่อยจะมีเสียงเพลงประกอบหรืออะไรมากมาย รวมไปถึงตัวนางเอกที่ถูกวางคาแรคเตอร์มาให้เป็นเหมือนกับคนที่มีความเครียดและต้องแบกรับอะไรบางอย่างอยู่ตลอดเวลา แล้วเรื่องก็ค่อยๆ คลายปมออกมา ว่ามีอดีตบางอย่างที่ทำให้ตัว ไหม เป็นแบบนี้ การที่ใช้ธีมของหนังค่อนที่ข้างจะมืดอยู่ตลอดทั้งเรื่อง ยิ่งทำให้ได้อรรถรสในการดูหนังหลอนแบบนี้เพิ่มมากขึ้น ขนาดที่ว่า ตอนที่หนังเดินเรื่องอยู่เป็นเวลาเช้า แต่ภาพก็เป็นภาพหม่นๆ ไม่สดใส และการที่หนังเรื่องนี้ถ่ายทำแบบใช้ภาพเป็นโทนสีฟ้าทั้งเรื่อง ทำให้อารมณ์ของหนังที่น่ากลัวอยู่แล้วจะออกเย็นยะเยือกเพิ่มขึ้นมาอีก ซึ่งเหมือนกับผู้กำกับต้องการจะส่งแรงกดดันและความหลอนให้แก่คนดูโดยที่ไม่ต้องยัดเยียดตัวผีให้คนเห็นตลอดเวลา และเรื่องนี้ก็ทำได้ดีถึงขนาดที่ว่า คนดูร้องกันลั่นเวลามีอะไรโผล่ออกมา จุดที่ผมคิดว่าเป็นจุดอ่อนของเรื่องนี้ก็คือ ความสัมพันธ์ของ ไหม และ หมอประกิต หนังพยายามทำให้คนดูเชื่อว่า ทั้งสองคนนี้ต้องมีความสัมพันธ์อะไรกันที่ลึกซึ้งมากกว่าอาจารย์กับนักศึกษา โดยการทำให้ หมอประกิต ดูเหมือนมีความสัมพันธ์ลับๆ กับ ไหม และ ไหม ก็เรียกเขาว่า อา อยู่ตลอดเวลา ซึ่งตอนแรก ผมคิดว่า พวกเขาเป็นญาติกัน แต่พอดูๆไป ดูเหมือน หมอประกิต จะทำตัวเหมือนเป็นอาจารย์หัวงูที่มีอะไรกับนักศึกษาเพื่อแลกเกรด แต่จนจบ หนังก็ไม่ได้เฉลยว่าอะไรเป็นอะไร ซึ่งผมว่ามันควรจะมีมูลเหตุหรือความสมเหตุสมผลในการที่ว่า ทำไม? หมอประกิต ต้องขนาดว่าที่ว่าไปฆ่าคนอีกคนเพื่อช่วยปิดบังความผิดของ ไหม ในเรื่องของนักแสดง เรื่องนี้เรียกได้ว่า สามารถเดินเรื่องด้วยนักแสดงหลักเพียงแค่สองคนก็ว่าได้ รัน ณัทธมนกาญจน์ ศรีนิกรโชติ เธอแสดงได้เรียกว่าเยี่ยมในการที่ทำให้คนดูรู้สึกถึงความกดดัน ความเครียดที่มีอยู่ในตัว ไหม สามารถสื่อให้คนดูอยากรู้ว่า เกิดอะไรขึ้นกับเธอในอดีต ถึงขั้นว่า ทำให้เธอเป็นคนเก็บกดขนาดนี้ ส่วนคุณภาพของ นิรุตติ์ ศิริจรรยา นั้นไม่ต้องพูดถึง เขาทำให้คนดูเชื่อว่าเขาเป็น หมอประกิต ได้ดีจริงๆ ทั้งจากสีหน้า และการวางมาด ในมาดคุณหมอผู้ใจดี ที่มีอีกด้านคือหมอฆาตกร จากองนี้ผมสามารถจับผิดได้หนึ่งจุดใหญ่ๆครับ (อันนี้แค่เอามาให้สังเกตกันขำๆ ไม่ได้จะว่าอะไรหนัง) คือ จะมีอยู่สองครั้งที่หนังจะย้อนเรื่องไปถึงอดีตที่ไหมไม่ได้ตั้งใจจะทำให้คนรักตกบันได้นั้น จะมียามอยู่คนหนึ่ง กำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้อง และจะต้องได้ยินเสียงโครมครามแล้ววิ่งออกมาดูก็จะเจอศพอยู่ที่บันได ในครั้งแรกตอนก่อนที่จะวิ่งออกมา ยามได้อ่านหนังสือโป๊อยู่แล้วตกใจวิ่งออกมา แต่ในครั้งที่สอง ยามกลับเป็นไปอ่านหนังสือ ศาลาคนเศร้า ซะอย่างนั้น (หลอนๆ อยู่ กลับทำให้ผมขำได้) โดยรวมแล้วเท่าที่ผมดู ผมยังไม่เห็นว่าหนังจะลบหลู่อะไรในทางการแพทย์เลย มันก็แค่เป็นเพียงการผูกโยงเรื่องของวิญญาณ การฆาตกรรม เข้ากับร่างของคนๆ หนึ่งที่เป็นอาจารย์ใหญ่ให้กับนักศึกษาแพทย์เท่านั้น หนังทำออกมาได้หลอนตลอดเรื่องจากเทคนิคการกำกับภาพ การใช้แสง และใช้โทนสีของหนัง ทำให้ความรู้สึกเสียวขา เสียวสันหลัง เกิดขึ้นตลอดเวลา เพราะในทุกฉากที่เป็นเวลากลางคืน หนังจะมืดตลอด จนคนข้างๆ ผมพูดขึ้นมาประโยคหนึ่งว่า น่ากลัวจัง ทำไมมัน (ตัวละคร) อยู่ที่ไหนก็ไม่รู้จักเปิดไฟกันบ้างนะ (ฮ่าๆๆๆ) หรือจะเรียกว่าเป็นหนังผีประเภทเน้นบรรยากาศ กำกับภาพออกมาได้สวย เทคนิคการใช้สีดี แต่ว่าวางประความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครไม่ดีพอ ทำให้เนื้อเรื่องของหนังตีโจทย์ไม่แตก ความกดดันและความหลอนที่สร้างขึ้นถูกความสงสัยในเนื้อทำลายอรรถรสในการสร้างความประทับใจหนังไป เรื่องนี้ผมให้คะแนนความน่ากลัว 2 ดาวครึ่งครับ บทวิจารณ์เป็นเพียงความเห็นส่วนบุคคล กรุณาตัดสินจากการชมภาพยนตร์ด้วยตัวเอง

เรื่องน่าสนใจอื่นๆ

ขึ้นไปบนสุด