Sanook.commenu

ค้นหาตรวจหวยข่าวอีเมล์ดูทีวีออนไลน์ฟังเพลงออนไลน์คลาสสิฟายด์ริงโทนเกมส์ดูทั้งหมด »

วิจารณ์หนัง Super 8

  • 14 มิ.ย. 54 00.00 น. | เปิดอ่าน | ความคิดเห็น 0
สำหรับใครที่เป็นนักดูหนัง แค่ได้ยินชื่อ Steven Spielberg (สตี เว่น สปีลเบิร์ก) แล้วละก็ ไม่ว่าเขาจะอยู่ในตำแหน่งไหน จะเป็นผู้กำกับหรือเป็นผู้อำนวยการสร้าง ก็แสดงว่าภาพยนตร์เรื่องนั้นต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ ปักษ์นี้ผมเลยอยากแนะนำภาพยนตร์ ที่มีชื่อของ สตีเว่น สปีลเบิร์ก มานั่งแทนเป็นผู้อำนวยการสร้างให้กับแฟนๆ ชาว "เว็บสนุก" ได้ไปชมกัน เรื่องที่ว่านี่คือเรื่อง "ซูเปอร์ 8 มหาวิบัติลับสะเทือนโลก" หรือมีอีกชื่อว่า "วิบัติลับมรณะ ซูเปอร์ 8" แต่ไม่ว่าจะเป็นชื่อไหนก็เป็นเรื่องเดียวกันทั้งนั้น ก่อนที่เราจะไปรู้จักกับ สตี เว่น สปีลเบิร์ก เราไปทำความรู้จักกับผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้กันก่อนดีกว่าครับ สำหรับเรื่อง "Super8" นี้ได้ผู้กำกับและควบตำแหน่งคนเขียนบทด้วย คือคุณ J.J. Abrams (เจ.เจ. อับรามส์) เกิดในนิวยอร์ก และเติบโตในลอสแอนเจลิส เขาได้มีโอกาสเขียนบทภาพยนตร์เรื่องแรกคือเรื่อง "Taking Care of Business" และต่อมาได้เขียนบทเรื่อง "Regarding Henry" ที่ได้ แฮร์ริสัน ฟอร์ด เป็นนักแสดงนำ ตามด้วยเรื่อง "Forever Young" ที่ได้ เมล กิ๊บสัน แสดงนำให้ จากนั้นเขาก็ได้ทำงานร่วมกับผู้กำกับดังๆ หลายคน ไม่ว่าจะเป็น เจอร์รี่ บรัคไฮเมอร์ หรือ ไมเคิล เบย์ และภาพยนตร์ที่ทำให้เขามีชื่อเสียงสุดๆ ก็คือภาพยนตร์เรื่อง Armageddon และในปี 2006 เขาก็ได้นั่งแทนผู้กำกับครั้งแรกให้กับภาพยนตร์เรื่อง "Mission: Impossible III" โดยได้นักแสดงดังอย่าง ทอม ครูซ มาเป็นนักแสดงนำ ต่อมาในปี 2008 อับรามส์ได้ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างและบริหารให้กับภาพยนตร์เรื่อง "Cloverfield" อีกด้วย และในปี 2009 ก็ได้กำกับเรื่อง Star Trek ก่อนที่ในปีนี้จะมากำกับเรื่อง "Super 8" ดังจะเห็นได้ว่า ผลงานของ เจ.เจ. อับรามส์ เป็นผลงานที่เด่นๆทั้งนั้น สำหรับตัว สตีเว่น สปีลเบิร์ก คนๆ นี้ได้ฉายาว่า เป็นเจ้าพ่อของวงการภาพยนตร์ของฮอลลี่วู้ดเลยที่เดียว ถ้าจะเอ่ยถึงผลงานของเขาทั้งหมด เนื้อที่ตรงนี้คงใส่ไม่พอแน่ ส่วนผลงานที่ทำให้ทั้วโลกรู้จักกับตัวตนของ สตีเว่น สปีลเบิร์ก ก็คือการกำกับภาพยนตร์เรื่อง "Jaws", "E.T. (The Extra-Terrestrial)" และภาพยนตร์แฟรนไชส์เรื่อง "the Indiana Jones" รวมถึงเรื่องที่ทำให้ทั่วโลกช็อคตามๆกันกับการปลุกสัตว์ดึกดำบรรพ์ขึ้นมาเดินได้อย่างเรื่อง "Jurassic Park"

สำหรับเรื่อง "Super 8" เป็นเรื่องในปี 1979 หลังจากที่กองทัพอากาศสหรัฐอเมริกา ได้ปิดล้อมพื้นที่ส่วนหนึ่ง ที่เรียกว่า Area 51 วัตถุพยานทุกอย่างที่พบในพื้นที่นั้นได้ถูกส่งไปเก็บอย่างแน่นหนาในฐานทัพ ที่รัฐโอไฮโอ ทว่าได้เกิดอุบัติเหตุกับขบวนรถไฟที่ขนวัตถุเหล่านั้น เมื่อรถไฟตกรางทำให้มีบางอย่างหลบหนีออกจากตู้รถไฟมาได้ ซึ่งในขณะนั้น ได้มีกลุ่มเด็กๆ กลุ่มหนึ่งที่กำลังลองถ่ายหนังด้วยกล้องซูเปอร์ 8 ก็บังเอิญจับภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ได้ ก่อนที่เจ้าสิ่งนั้นจะก่อให้เกิดเรื่องราวอันน่าสะพรึงกับผู้คนทั่วโลก ดูเรื่องนี้แล้วเหมือนได้ดูหนังเด็ก ที่ไม่ใช่หนังเด็กเสียที่เดียว เพียงแต่มีกลุ่มเด็กๆ ที่ชอบการถ่ายทำภาพยนตร์เป็นตัวนำเรื่อง ภาพยนตร์เรื่องนี้มีครบทุกแนว โดยเฉพาะ ดราม่า มีเกือบครึ่งเรื่อง แต่รวมๆ แล้ว ผู้กำกับสามารถนำหนังแนวเทรลเลอร์บอกกับแนวเอเลี่ยนได้ดี ในฉากที่มีเอเลี่ยนหรือฉากที่คิดว่าจะมีเอเลี่ยนออกมาทำซาวด์ได้ตื่นเต้นดีมาก ทำให้น่าลุ้นน่าติดตาม ถึงแม้ว่าพล็อตเรื่อง จะอยู่ในแนวหนังเอเลียนหลายๆ เรื่องแล้วก็ตาม นักแสดงแต่ละคนถึงแม้ว่าจะเป็นนักแสดงน่าใหม่ก็เล่นได้ดีทุกคน ส่วนข้อเสียก็คงเป็นช่วงดราม่านั้นแหละ มีเกือบครึ่งเรื่องพอถึงช่วงดราม่าแล้วเซ็งมาก เพราะว่าแต่ละช่วงถือว่าทิ้งเวลานานมาก บางครั้งคนดูก็ยังอยากลุ้นว่าเจ้าเอเลี่ยนของเรื่องนี้หน้าตาเป็นอย่างไง เพราะว่าในตัวอย่างก็ไม่มีให้เห็นถึงหน้าตาเอเลี่ยนเลยสักนิด เมื่อมาติดอยู่ที่ฉากดราม่าครึ่งเรื่องแรกก็เกิดอาการเซ็งนิดๆ แต่ก็พอทนได้ เพราะว่าคิดว่า อย่างไงก็คงได้เห็นหน้าตาเจ้าเอเลี่ยนจากเรื่องนี้แน่นอน

ใน ฉากรถไฟตกราง และฉากที่ทหารเอารถถังมาสู้กับเอเลี่ยนทำได้ดีมากเอฟเฟ็คท์ตระการตาจริงๆ ดูแล้วทำให้ลุ้นไปกับกลุ่มเด็กๆ ที่ต้องเข้าฉากมีระเบิดมีอะไรตกมาจากท้องฟ้าเต็มไปหมดผมว่าดูแค่ 2 ฉากนี้ก็คุ้มค่าเงินที่เสียไปแล้วครับ มีหลายๆ อย่างที่ให้แง่คิดในหนังเรื่องนี้เกี่ยวกับครอบครัว อย่างเช่นครอบครัวของโจ ที่มีพ่อเป็นนายตำรวจใหญ่ที่ต้องดูแลสารทุกข์สุขดิบของคนในหมู่บ้านของตนที่มีมากกว่าสองหมื่นห้าพันคน แต่ไม่มีเวลาให้กับลูกชายเลยสักนิด ดูแล้วก็น่าเห็นใจ ดูแล้วเข้าใจหัวอกคนที่เป็นพ่อที่ต้องทำหน้าที่สองอย่างในเวลาเดียวกันเช่นนี้ ทางหนึ่งก็คือประชาชนที่เขาต้องดูแล อีกทางก็คือลูกชายคนเดียวของเขา ที่ไม่สามารถทิ้งได้เช่นกัน แต่จำทำอย่างไงล่ะ เมื่อมันมีเหตุการณ์มาพร้อมกันอย่างนี้ หรืออย่างตัวเอเลี่ยนเองก็เป็นสัตว์ที่ไม่ดุร้าย แต่คนเรานี้แหละ เอาเขามาทดลองและทรมานเขาต่างๆ นานา จนทำให้เขาเป็นสัตว์ที่ดุร้ายไล้ทำร้ายผู้คน ตามท้องเรื่องแล้ว เอเลี่ยนตัวนี้ก็แค่อยากกลับดาวของเขาเท่านั้นไม่ได้ต้องการทำลายคนแต่อย่างใด แต่คนนั้นแหละที่ไปทำร้ายเขาก่อน ก็เลยต้องป้องกันตัว ในส่วนของนักแสดงหน้าใหม่ๆ อย่าง Elle Fanning (แอลล์ แฟนนิง) นางเอกของเรื่องที่รับบท อลิช ผมว่า ถึงแม้เธอยังเด็กอยู่แต่ก็สวยมาก บางคนอาจมองเธอคลายกับ ดาโกตา แฟนนิง ก็ไม่ต้องตกใจหลอกนะครับ เพราะว่าทั้งสองคนนี้เป็นพี่น้องกัน แม้ว่าภาพยนตร์ที่เธอเล่นมามีเพียงไม่กี่เรื่อง แต่ในด้านการแสดงของเธอก็ดูแกร่งมากเลยทีเดียว ชอบตอนที่เธอแสดงหนังในเรื่อง ที่เป็นฉากสถานีรถไฟ หรือจะเรียกว่าเป็นฉากหนังซ้อนหนังก็ว่าได้ แต่เธอก็แสดงได้ดีอย่างไม่มีที่ติ ส่วนพระเอกตัวเล็กๆของเรา Joel Courtney (โจล คอร์ทนี่ย์) รับบทเป็น โจล ถนัดเรื่องแต่งหน้าเอฟเฟ็คท์ในกองถ่าย ตอนแรกผมมองดูแว๊บๆ ก็เหมือนน้องชาลี ไตรรัตน์ หรือน้องแน๊ก แฟนฉัน ตอนเด็กๆ เหมือนกัน

ดูเรื่องนี้แล้วให้อารมณ์ร่วมเหมือนดูเรื่อง ET.+ กูนี่ขุมทรัพย์ดำดิน + Wars of the Worlds + Clover Field รวมกัน เป็นหนังที่ลงทุนเพียง 50 ล้านเหรียญ เท่านั้น น้อยกว่าหนังเรื่อง โจรสลัด ที่เพิ่งฉายไปถึง 5 เท่า แต่ความอลังการก็สมกับเงินทุนจำนวนนี้ หนังดูได้เพลินๆ สนุกดีครับ แม้ว่าตอนจบจะจบแบบง่ายไปสักหน่อย และไม่มีการทิ้งความเชื่อให้ผู้ดูเข้าใจว่ามีการสร้างภาคต่อไปแน่นอน เรียกว่าจบแบบสมบูรณ์เลย หนังจบแล้วอย่าเพิ่งลุกไปไหนนะครับ เพราะว่า ยังมีหนังสั้นที่เด็กๆ ทั้ง 6 คนในเรื่อง ถ่ายทำเอาไว้เป็นผลสำเร็จออกมาให้ดูด้วย โดยเฉพาะสาวแสนสวยที่เล่นเป็นซอมบี้น่ารักจัง ชักอยากเป็นพระเอกเรื่องนี้ซะแล้วซิ....

บทวิจารณ์โดย : ทชากร E-mail :TCK05@sanook.com

เรื่องน่าสนใจอื่นๆ

ขึ้นไปบนสุด