Sanook.commenu

ข่าว ตรวจหวย ทำนายฝัน ราคาทอง วิเคราะห์บอล ฟังเพลงออนไลน์ ดูทีวีออนไลน์ หนังใหม่ ดูละครย้อนหลัง เกมส์

มอง 5 มุมกับ The Face Thailand 3 EP9 : ขอโทษให้เป็น

  • | เปิดอ่าน | ความคิดเห็น 0
S! Movie

สนับสนุนเนื้อหา



  หลังจากที่ EP ก่อนเมื่อทีมลูกเกิดตัดสินใจคัดลูกทีมของบี อย่าง “ข้าว” ออกไปจากเกม และรายการก็ยังสร้างเซอร์ไพรส์ทิ้งท้ายรายการเอาไว้อีก เมื่อเหล่าเมนทอร์ได้รับข้อเสนอ ในการเลือกคนที่ถูกคัดออกจากรายการไปแล้ว ให้มีโอกาสกลับเข้ามาในทีมอีกครั้ง ท่ามกลางความไม่เห็นด้วยของเมนทอร์บี …..



มุมที่ 1 : สู้ไปเพื่ออะไรและโอกาสครั้งที่ 2

เมื่อรายการได้สร้างกติกาพิเศษขึ้นมาให้เมนทอร์สามารถเลือกลูกทีมที่ตกรอบไปแล้วกลับมาได้ เมนทอร์บีกลับมองว่า เป็นการสร้างแต้มต่อให้กับทีมคริสได้มีโอกาสมากยิ่งขึ้น ในขณะที่ฝั่งคริสเองอ้างว่าไม่รู้ข้อเสนอนี้มาก่อน ขณะที่พี่เกดก็มองว่าในเมื่อมีกติกาใหม่เกิดขึ้น บีก็ควรจะยอมรับและทำตามกติกา แต่บีเองก็พยายามจะเสนอว่ากติกาแบบนี้มันไม่แฟร์สำหรับเด็กคนอื่นๆที่ยังเหลืออยู่ เพราะนั่นเท่ากับว่าโอกาสในการชนะเป็น The Face ของพวกเขาลดลง บีจึงตัดสินใจที่จะไม่เลือกใครกลับเข้ามาในทีมเพราะยอมรับกับกติกาไม่ได้ (หรือความจริงแล้ว ความพยายามโวยวายนั้นเพื่อกลบเกลื่อนที่ว่าเธอไม่อยากเพิ่มลูกทีมให้ตัวเองจัดการในแต่ละแคมปญให้ลำบากก็เป็นได้)


ในขณะที่ลูกเกดเลือกจะมองว่าถ้าเด็กจะมีโอกาสได้กลับเข้ามาแข่งขันในรายการอีกเป็นครั้งที่ 2 ก็เป็นสิ่งที่เมนทอร์ควรจะหยิบยื่นให้ และเมื่อคริสได้เลือก เธอก็เลือกไฟท์เตอร์อย่างฮาน่า ซึ่งถูกทีมบี คัดออกไปกลับเข้ามาอยู่ในทีมของคริส ส่วนทีมลูกเกดเลือกมินต์ให้กลับเข้ามา


สิ่งที่น่าหยิบเอามาคิดคือการที่ลูกเกดพยายามจะสอนคนในรายการที่ยังมีโอกาสว่า ใครๆก็อยากได้รับโอกาสครั้งที่ 2 ว่าเป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรม (แม้ว่าความเป็นจริงจะเป็นเช่นนั้นก็ตาม) แต่อยากจะให้มองว่านี่คือข้อเสนอที่ทำให้คนที่เหลืออยู่ต้องพยายามให้มากยิ่งขึ้น และมันสะท้อนความจริงที่ว่า ในวงการบันเทิงนั้นไม่มีอะไรที่แน่นอน (และบีเองก็น่าจะเข้าใจดีด้วยซ้ำไป) การพยายามทำตัวให้เก่งและตื่นตัวตลอดเวลานั้น เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในทุกๆอาชีพ



มุมที่ 2 : ขึ้นอยู่กับบุญเก่าและเบ้าหน้า

ช่วง Master Class ของรายการวันนี้ น่าจะเป็นช่วงที่ดูให้ผู้เข้าแข่งขันได้ท้าทายความสามารถของตัวเองมากที่สุดตั้งแต่ที่ซีซั่นที่ 3 เริ่มต้นมา เมื่อพวกเขาต้องใช้ความรู้ทางด้านแฟชั่นในการแต่งตัว เลือกเครื่องประดับ กระเป๋า ตามโจทย์ที่ลูกค้าบรีฟมาว่า “สวย หรูและดูแพง” เวลา 3 นาทีในการเลือกของเหล่านี้จึงต้องอาศัยการสังเกต ความรู้เรื่องแบรนด์สินค้ามาเป็นตัวช่วยสำคัญ ซึ่งคนที่น่าจับตานั้นประกอบไปด้วย เกรซ สกาย จูลี่ และ ฮาน่า แต่ช่วงนี้ท้ายที่สุดแล้วก็เหมือนช่วงเวลาของสปอนเซอร์ในการแจกรางวัลให้ไปทำหน้า ดูแลผิวพรรณตามเรื่องราวตามราว ก่อนปิดเบรกด้วยประโยคชิคๆชวนหยิบเอาไปเล่นแซวกันต่อในโซเชียลอีกหนึ่งสัปดาห์ว่า คนเราจะสวยได้นั้น “ขึ้นอยู่กับบุญเก่าและเบ้าหน้า”

 

มุมที่ 3 : การบริหารจัดการเวลาเป็นเรื่องสำคัญ

ตอนทำแคมเปญถ่ายภาพนิ่งในคอนเซ็ป Morning After หรือเช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากที่ฉันได้(พบ)กับเธอ ทีมแรกเริ่มต้นด้วยทีมลูกเกด แต่ดูเหมือนว่าทุกคนในทีมจะถูกบรีฟให้การส่งอินเนอร์ออกมาเซ็กซี่มากเกินไป และลืมไปเลยว่าภาพที่ลูกค้าต้องการนั้นคือการขายเรื่อง “ผมสวย” ไม่ดีด มากกว่าการขายอารมณ์ของภาพ


ทีมคริส เป็นทีมที่ 2 เกรซคือคนที่เมนทอร์ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เธอคือคนเก่งที่น่ากลัวมากในเวลานี้ ถึงขนาดที่เมนทอร์ลูกเกดบอกว่า “อย่าให้เจอในห้องดำ ตัดออกอย่างเดียว” ทางด้านฮาน่าอาจจะโดนติงตรงผมไม่สวยแต่อินเนอร์ของเธอก็ยังจัดได้ว่าพุ่งแรงไม่มีตก ขณะที่จูลี่เริ่มมีความพยายามมากขึ้น มีสติมากยิ่งขึ้น แต่เธอก็ยังไม่โดดเด่นออกมาเมื่อเทียบกับความสวยของเธอ


ทีมบี คือทีมสุดท้าย เธอเลือกใช้วิธีการสเกตภาพมาเพื่อบรีฟช่างภาพอย่างพี่นัทและนางแบบ เพื่อให้การทำงานทุกอย่างง่ายขึ้น ไวขึ้น เนื่องจากทีมบีนั้นมีลูกทีมมากถึง 4 คน การกระจายเวลาในการถ่ายแบบและให้ภาพออกมาตอบโจทย์ที่ลูกค้าต้องการมากที่สุด แต่น่าเสียดายตรงที่ว่า ผมของลูกทีมนั้นไม่สวยเท่าไหร่ และวิธีการวางองค์ประกอบภาพไม่ได้ช่วยให้สิ่งที่ต้องการนำเสนอเด่นออกมา


การรักษาเวลาในการทำงานเป็นเรื่องสำคัญมาก เราควรจัดสรรเวลาให้พอดี พอเหมาะ ทุกฝ่ายต้องช่วยกันเพื่อให้งานเดินต่อและเสร็จทันในกำหนดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเมนทอร์ ตากล้อง นางแบบ นายแบบ เมื่อทุกอย่างสอดประสานกันงานก็จะออกมาเสร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีในที่สุด



มุมที่ 4 : ผิดพลาดแล้วขอโทษให้เป็น

หลังจากผลการตัดสินออกมาว่าทีมที่ชนะการแข่งขันในแคมเปญวันนี้ เป็นของทีมคริส และภาพที่ชนะคือภาพของ “เกรซ” ที่ลงตัวทั้งองค์ประกอบภาพและการสื่อสารคอนเซ็ปตอบโจทย์กับที่ลูกค้าต้องการ


สำหรับทีมลูกเกด สิ่งแรกที่เธอเดินเข้ามาบอกลูกทีมของเธอว่า ทุกคนทำผลงานได้ดีมาก แต่สิ่งที่บกพร่อง คือ เธอควรจะ “เอาตัวเองออก” เนื่องจากเธอตีโจทย์ผิดและทำให้ทีมแพ้ ทุกคนทำได้ดีและเธอเป็นคนที่ต้องขอโทษทุกคนเนื่องจากเธอคิดเยอะเกินไป


ส่วนทีมบี ยังคงคอนเซ็ปเดิมในการกล่าวโทษปัจจัยอื่นในเหตุผลที่เธอไม่ได้คว้าชัยชนะมา ยังไม่พอเธอยังป้อนความคิดในที่ให้ลูกทีมเหลิงไปกับผลงาน โดยไม่หยิบผลงานที่ชนะเอามาให้ทั้ง 4 คนในทีมได้ดูเลยด้วยซ้ำว่าภาพที่ดีที่สุดนั้นเป็นอย่างไร(แต่รายการตัดภาพมาให้คนดูเห็นแทน) บีเล่าแค่การกล่าวโทษลูกค้าว่าทำไมถึงเลือกรูปของเกรซให้ชนะ ทั้งที่ตอนทำแคมเปญเองเธอก็กล่าวชมว่า เกรซคือคนที่เก่งที่สุดในเวลานี้ ……. แล้วเธอจะพาลเล่นใหญ่ทำไมกัน


การเป็นหัวหน้าที่ดีนั้น การขอโทษในความผิดพลาดที่ตัวเองได้ทำนั้นจัดเป็นการแสดงความรับผิดชอบที่ดีและเป็นการซื้อใจคนในทีม เป็นการแสดงสปิริตของหัวหน้าที่ควรทำ เช่นเดียวกันการมัวแต่กล่าวโทษและไม่มองหาบกพร่องในชิ้นงานของตัวเองคืออันตรายอย่างหนึ่งของการทำงาน จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมแคมเปญในช่วงหลังที่ผ่านมา ทีมบีถึงแพ้ติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง เพราะเธอมองไม่ค่อยเห็นข้อบกพร่องของตัวเธอเองนั่นแหละ



มุมที่ 5 : อีโก้กินไม่ได้ ศักดิ์ศรีก็เช่นกัน

ใน EP9 นี่คือการเข้าห้องดำในฐานะเมนทอร์ที่จะต้องตัดเด็กออกจากรายการเป็นครั้งแรกของคริส แต่ซีซั่นนี้คริสไม่ได้มาเป็นเมนทอร์นางเอกแบบซีซั่นก่อน เธอดูร้าย เล่นเกมและน่าสนใจมากขึ้น เมื่อคริสเลือกจะเล่นกลยุทธ์ในการยื่นข้อเสนอที่ว่า เนื่องจากเธอไม่เคยมีโอกาสได้เห็นน้องๆในแคมเปญที่ผ่าน เธอไม่สามารถตัดสินได้ทันที การยื่นข้อเสนอด้วยการให้เมนทอร์ของแต่ละทีม เข้ามาพูดสู้เพื่อลูกทีมถึงพัฒนาการของเด็กแต่ละคน โดยที่เธอยื่นคำขาดว่าถ้าเมนทอร์คนไหนไม่เข้ามาก็จะตัดทีมนั้นออก


บีเลือกจะอยู่เฉยๆไม่ทำตามข้อเสนอของคริส ขณะที่ลูกเกดมองว่า การทำตามข้อเสนอของคริสนั้น คือการไปช่วย “ลูก” ของตัวเอง อีกทั้งลูกเกดยังกล่าวอีกว่า “บีไม่เข้าใจหรอกเพราะยังไม่ได้เป็นคุณแม่ คำว่าศักดิ์ศรีสำหรับแม่นั้น ไม่มีจ่ะ”


วินาทีที่น่าจะสะเทือนใจบลอสซั่มมากที่สุดคือการที่คริสนับถอยหลังแล้วยื่นแฟ้มให้เธอกลายเป็นคนล่าสุดที่ต้องเดินออกจากรายการ หลังจากทีคริสพาฟ้าออกมาจากห้องดำ บีก็แสดงความไม่พอใจ และกล่าวโทษรายการ กล่าวโทษทุกอย่าง ราวกับโลกกำลังหมุนรอบตัวเธออีกครั้ง


บางครั้งสิ่งที่เธอพยายามจะบอกว่า “บีเป็นเมนทอร์ ไม่ใช่มอนสเตอร์” ตอนนี้อาจจะไม่รู้ตัวจริงๆว่าปีศาจร้ายกำลังเผยร่างที่แท้จริง แค่เธอนั้นไม่ทันรู้ตัวก็เท่านั้นเอง ตอนนี้คนโรคจิตอย่างพี่เกดยังกลับตัวมาเป็นแม่พระ และดำรงสถานะป้าข้างบ้าน แล้วบีล่ะ ยังจะโวยวายแล้วชอบเจ๋อ แบบที่พี่ช่าเคยกล่าวไว้อีกนานแค่ไหนกัน


@PRETTYPLASALID

ชมรายการย้อนหลัง

ติดตาม Sanook! Movie

ขึ้นไปบนสุด