สนุก! ดาวเดือน Season 3 ชิงทุนการศึกษากว่า 2 แสนบาท
หนัง ละคร ภาพยนตร์ ซีรี่ย์ movie series drama action comedy horror thriller trailer ตัวอย่างหนัง teaser ข่าวหนัง ข่าวละคร นักแสดง ผู้กำกับ เบื้องหลัง hollywood ฮอลลีวู้ด ฮอลลีวูด ฮอลลีวู๊ด วิจารณ์ review รูป  หนังเก่า wallpaper ไทย เทศ เกาหลี ญี่ปุ่น
 
 หน้าแรก   ภาพยนตร์   ละคร   ข่าวหนัง/ละคร   บทสัมภาษณ์   วิจารณ์หนังสนุก   รูปสวยดูเพลิน   Wallpaper   ชิงรางวัล   ซื้อ - ขาย   เว็บบอร์ด 
 
  ค้นหาหนัง-ละคร  
   หน้าแรก > วิจารณ์หนังสนุก
    วิจารณ์หนังสนุก
 
Movie Review :
วิจารณ์หนัง STEP UP วัฒนธรรมยำ (ไม่) แซ่บ

มีความเป็นไปได้สูงที่คนดูหนังเรื่องนี้จบแล้วจะมีความเห็นแบ่งเป็น 2 ทาง นั่นคือ 1) หนังดูได้เพลินดี เพลงเพราะดีฉากเต้นสนุกดี ตัวละครดึงดูดดี และ 2) หนังดูได้เพลินดี เพลงเพราะดีฉากเต้นสนุกดี ตัวละครดึงดูดดี..... แต่หนังไม่ค่อยดี

สภาพนี้ถือเป็นเรื่องปกติ ในเมื่อ Step Up คือหนังซึ่งแสดงเจตนารมณ์อย่างโจ่งแจ้งว่าต้องการขายความบันเทิงระดับง่ายดาย และเผยเป็นนัยซ่อนเร้นว่าไม่ต้องการแผ้วถางทางใหม่ สำหรับโลกภาพยนตร์สักเท่าใดนัก

หนังเกี่ยวกับการเต้นตามหาฝันเรื่องนี้ ใช้โครงเรื่องที่สรรค์สร้างกันมาตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ ไม่ว่าจะพลิกเหลี่ยมผันมุมสักเท่าใดเราก็จะพบว่ามันจะหนีไม่พ้นตัวละครขี้แพ้-มีเหตุให้พบจุดพลิกผันในชีวิต-พบรัก-ต่อสู้ดิ้นรน และแน่นอน การก้าวถึง (หรืออย่างน้อยที่สุดก็เฉียดใกล้) ความฝัน หากเทียบกับหนังที่เข้าฉายในระยะหลัง ๆ มานี้ หลายคนอาจจะนึกถึงงานอย่าง Take the Lead, Save the Last Dance ไปกระทั่งถึง 8 Miles สำหรับ Step Up แล้ว สิ่งสำคัญที่หล่อเลี้ยงให้พอจะมีเอกลักษณ์และจำแนกแยกความแตกต่างจากเรื่องอื่นได้บ้าง ได้แก่ประเด็นเรื่องวัฒนธรรม ซึ่งสะท้อนถึงคลื่นลูกล่าสุดแห่งชีวิตผู้คนร่วมสมัย

ในฉากเปิดของหนัง เราจะพบการเกริ่นนำเรียกน้ำย่อยก่อนเปิดตัวละคร ด้วยการนำเสนอภาพการเต้นอย่างเร้าใจแบบสตรีทแดนซ์ (เต้นข้างถนน) ตัดสลับกับการเต้นอนุรักษ์นิยมแบบบัลเล่ต์ สองรูปแบบการแสดงนี้แม้จะมีช่องว่างถ่างจากกันในโลกของนามธรรมทว่าถูกเชื่อมโยงร้อยรัดอย่างสนิทแนบแน่นด้วยจังหวะการลำดับภาพ แสง สี เสียงอันตระการตา มันเผยอุดมการณ์หลักของผู้สร้างที่ต้องการสะท้อนออกมาว่า ต่อไปนี้คือเรื่องของการผสมผสานระหว่างสิ่งที่แตกต่างสุดขั้ว ให้หลอมรวมอยู่ด้วยกันได้อย่างงดงาม

ความแตกต่างนอกเหนือจากรีวิวประกอบเพลงแบบสตรีทแดนซ์ VS บัลเล่ต์ แล้ว ยังมีหนุ่มกุ๊ย VS สาวมีกะตังค์ และคนผิวขาว VS คนผิวดำ ซึ่งทุกอย่างสามารถปรองดองกันได้ราวกับอุดมคติ พระเอกของเรื่อง ไทเลอร์ (หนุ่มสุดล่ำ แชนนิ่ง ทาทั่ม) คือกุ๊ยผิวขาวผู้เชี่ยวชาญการเต้นข้างถนนเป็นยิ่งนัก เขาคบหาเพื่อนผิวสีและขลุกอยู่กับสังคมคนดำพวกเขาปล่อยชีวิตให้ล่องลอยไปวัน ๆ กับการเล่นพนัน บาสเก็ตบอล และขโมยรถส่งเอเย่นต์ แล้ววันหนึ่งไทเลอร์ก็ถูกจับในข้อหาทำลายทรัพย์สิน จนถูกตัดสินให้ไปทำงานชดใช้ในโรงเรียนสอนศิลปะ ณ ที่นี่ เขาได้พบกับ นอร่า (สาวตาคม-เจนน่า เดวาน) นักเรียนบัลเล่ต์ก่อนจะสร้างตำนานรัก และฝ่าฟันอุปสรรคไปจนถึงท้ายเรื่องได้สำเร็จ

สิ่งที่หนังดูเหมือนต้องการตอกย้ำก็คือ 'การไม่ท้อถอยต่อความฝัน' เราจะพบไทเลอร์ละทิ้งภารกิจช่วยนางเอกในการเต้นครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็หวนกลับคืนมา เพราะมันเป็นความฝันหนึ่งของเขา เช่นเดียวกับนางเอกที่ถูกพระเอกทอดทิ้งให้สิ้นหวังกับการแสดงครั้งสำคัญนับครั้งไม่ถ้วนแต่เธอก็ไม่ย่อท้อ ขณะที่ในส่วนความสัมพันธ์ว่าด้วยเพื่อนนั้น หนังสอดไส้ประเด็นมิตรภาพพังทลาย ว่าด้วย 'การใช้ประโยชน์และถีบหัวส่ง' เพื่อระบุทัศนะคติต่อตัวละครแบบโต้ง ๆ ว่าคนประเภทนี้ไม่น่าคบหา และพระเอกของเราต้องไม่เป็นเยี่ยงนั้นฃ

ทุกอย่างดำเนินและคลี่คลายได้ด้วยดี ราวกับใครสักคนมีเวทย์มนต์ เมื่อตัวละครหนุ่มของเราทำผิดพลาด เขาก็จะได้รับโอกาสครั้งแล้วครั้งเล่า ๆๆๆๆ ฯลฯ etc. จนมะงุมมะงาหรามาถึงฝั่นฝันจนได้ ส่วนเรื่องหัวใจก็แก้ไม่ยาก ต่อให้นางเอก (และเพื่อนนางเอก) มีเจ้าของอยู่แล้วหมอนั่นก็ย่อมประพฤติตนเลวทรามสักอย่างและปล่อยเธอหลุดมือไป จนกระทั่ง พระเอก (และเพื่อนพระเอก) เข้ามาเยียวยารักษาใจได้อย่างสะดวกโยธิน ความมหัศจรรย์ดังกล่าว (ซึ่งแน่นอนว่าเป็นคนละ 'มหัศจรรย์' กับศาสตร์ภาพยนตร์) ถูกตอกย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหนังหลายต่อหลายเรื่องจนกลายเป็นมายาคติชนิดหนึ่ง เราถูกทำให้เข้าใจว่าโลกต้องเป็นเยี่ยงนี้จริง ๆ ('เมื่อคุณพยายามคุณย่อมสำเร็จ'....'เพื่อนย่อมไม่ทิ้งเพื่อน'.....'โอกาสมีให้แก่ทุกคนเสมอ'.....'รักแท้ย่อมไม่แพ้อุปสรรค' เป็นต้น) ซึ่งถ้าหากใครรู้เท่าทันสักหน่อยก็จะพบว่า หากหนังนำเสนอเช่นนี้เมื่อไร มันแปลว่าโลกแห่งความจริงอาจเป็นตรงกันข้าม (ขออภัยสำหรับคนมองโลกในแง่ดีมา ณ ที่นี้ด้วย)

การหลอมรวมของวัฒนธรรมชนชั้นล่าง (สตรีทแดนซ์) กับชนชั้นสูง (บัลเล่ต์) คือตัวอย่างที่ดีที่สุดของทัศนะผู้สร้างที่มีต่อโลกยุคปัจจุบัน โลกของ Step Up คือโลกที่แนวคิดของนักวิชาการสายวัฒนธรรมต่างยุคสมัย ถูกนำมาจัดเรียงเข้าด้วยกันอย่างชื่นมื่น ไล่ตั้งแต่ วัฒนธรรมชั้นสูงของแมทธิว อาร์โนลด์ (บัลเล่ต์) การต่อสู้ทางวัฒนธรรมใหม่ของฟิล โคเฮน (สตรีทแดนซ์) ไปกระทั่งถึงแนวคิดระดับอุดมการณ์ของหนังเรื่องนี้ นั่นคือการผสมผสานวัฒนธรรมวัยรุ่นของดิ๊คเฮบดิจ (สตรีทแดนซ์ + บัลเลต์) ซึ่งจะทำให้เหล่านักประนีประนอมนิยมดูหนังได้อย่างมีความสุข

หนังเริ่มจากความขัดแย้งในระยะเริ่มแรก ชนชั้นล่าง (คือพวกของพระเอก) บุกเข้าไปในโรงเรียนศิลปะ และนำเอาอุปกรณ์ประกอบฉากอันหรูหราสง่างามบนเวทีละครมาล้อเลียน และทำลายทิ้งอย่างเมามันต่อมาบรรดาผู้ใหญ่และผู้บริหารของสถาบันแห่งนี้ต่างมองเหล่าเด็กเกเรด้วยสายตาดูแคลน และตีค่าพวกเขาไว้ต่ำสุดขีดในระดับใกล้เคียงกับวรรณะจัณฑาล ตอนนี้เราจะเห็นว่าต่างฝ่ายต่างก็มีกำแพงวัฒนธรรมกั้นกลางระหว่างกัน

ทว่าต่อมาทุกอย่างเริ่มคลี่คลาย พระนางจากสองวัฒนธรรม ก็เริ่มสอนการเริงระบำในแบบตนเองให้แก่อีกฝ่าย (พระเอกสอนสตรีทแดนซ์ให้นางเอก ส่วนนางเอกก็สอนบัลเล่ต์ให้พระเอก) จากนั้น ทุกอย่างก็ลงตัว นักสังคมศาสตร์ที่นั่งดูหนังเรื่องนี้ อาจจะยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย เพราะทุกอย่างช่างเดินตามรอยสังคมยูโทเปีย ในอุดมคติ ราวกับเป็นการประชดประชัน

อย่างไรก็ดี เนื้อหาสาระในหนัง หรือในที่นี้คือประเด็นเรื่องวัฒนธรรม ต่อให้ดูดีเลิศ สูงส่งปานใด ทว่าเมื่อถูกถ่ายทอดในรูปแบบภาพเคลื่อนไหวเยี่ยงภาพยนตร์แล้ว หากมันแล้วไร้ซึ่งความหนักแน่นน่าเชื่อถือ ก็ย่อมไม่มีความสลักสำคัญอันใด ออกจะโชคร้ายเสียหน่อยที่ Step Up ขันองค์ประกอบในเรื่องเข้าด้วยกันอย่างหลวม ๆ จนจำเป็นต้องให้คนดูเอาใจช่วย และแกล้งลืมเลือนจุดบกพร่องอย่างมากมายหรือบางจังหวะก็ถึงขั้นต้องจินตนาการเสริมเอาเองว่า "มันคงจะ....ล่ะมั้งมันถึงได้....แบบนั้น" โดยรูโหว่ประการสำคัญล้วนกองสุมอยู่ที่การพัฒนาพล็อตเรื่อง-ตัวละคร และความสมเหตุสมผลของเรื่องราวทั้งหมด

ดังที่กล่าวไปแล้ว หนังมีฉากเปิดที่เป็นการเต้นสตรีทแดนซ์ สลับกับการเต้นบัลเล่ต์ พอล่วงเลยมาถึงฉากปิด เป็นการรวมรูปแบบการเต้นทั้งสองให้มาอยู่ในชุดเดียวกัน หรือพูดง่าย ๆ ว่า 2 Become 1 และดูกลมกลืนกลมกล่อมอย่างหาที่เปรียบมิได้ กล่าวได้ว่ามันคือการแสดงถึงทัศนะต่อโลกสมัยหใหม่ว่า พรมแดนของสิ่งต่าง ๆ ล้วนลางเลือน สรรพสิ่งย่อมต้องถูกดูดเข้าหากัน เขย่าคน และหลอมออกมาเป็นสิ่งใหม่ (ซึ่งองค์ประกอบไม่ใหม่) ถ้าเราตัดสิน Step Up เฉพาะฉากการเต้น และวาทกรรมของเรื่อง มันคงไม่แคล้วกลายเป็นหนังยอดเยี่ยมแห่งปีแน่นอน ทว่าความเพลิดเพลินดังกล่าวกลับซ่อนสุมอำพรางฐานรากอันเปราะบางอย่างมิดชิด และหากเราใช้หลักเหตุผลมาขบคิดเกี่ยวกับหนังเมื่อใด ความอ่อนแอของมันก็ปรากฏชัดแจ้ง

คำถามมากมายเกิดขึ้นระหว่างเรื่องดำเนินไป อาทิ มันเป็นเรื่องของพระเอกผู้ด้อยโอกาส ทว่าเขากลับทอดทิ้งโอกาสไปครั้งแล้วครั้งเล่า และทุกครั้งที่เขากลับมา อีกฝ่ายก็มักจะหยิบยื่นให้โอกาสอีก ราวกับคำสัญญาครั้งก่อนไม่มีความหมายใด ๆ กระทั่งยามที่อีกฝ่ายต้องการเขาแบบสุด ๆ เขาก็ไม่โผล่หน้ามา.... แต่สุดท้ายเขาก็ได้โอกาสอีก ราวกับคำว่าโอกาสเป็นนิรันดร์, ตัวละครในเรื่องนี้มีปัญหาขัดแย้งกันตามธรรมชาติ แต่จู่ ๆ ก็กลับสะสางปัญหา และเข้าอกเข้าใจกันได้อย่างรวดเร็วเหมือนกดปุ่มเลือกฉากในดีวีดีได้, เพื่อนผิวดำนักบาสเกตบอลของพระเอก ถูกวางเงื่อนไขตามล่าความฝันด้วยบาสเกตบอล และเมื่อถึงวิกฤตของชีวิต เขาก็ฮึกเหิมจะต่อสู้เพื่อน้องชายของเขา ทว่าเราก็ไม่ได้เห็นอีกเลย ว่าพี่หมึกของเราจะต่อสู้อะไร เมื่อไหร่ และอย่างไร (คาดว่าคงต่อสู้อะไรสักอย่างหลังหนังจบ แล้วกระผมจะรู้ไหมครับ) เป็นต้น

อันที่จริง หากมองอย่างเป็นธรรมแล้ว ต้องนับว่าผู้กำกับหญิงของเรื่องนี้ แอนน์ เฟล็ทเชอร์ ซึ่งเชี่ยวชาญเรื่องการออกแบบท่าเต้น สามารถกำกับฉากร้องรำทำเพลงได้ดี แต่กระนั้น ความละเดียดอ่อนในการยักย้ายส่ายสะโพกกลับยิ่งเพิ่มความอ่อนด้อยให้กับฉากที่เหลือนอกจากนั้นไปโดยปริยาย กล่าวได้ว่าการสอดผสานลงตัวของวัฒนธรรม และการเต้นรำในเรื่อง ไม่ได้ช่วยให้หนังสอดผสานลงตัวแต่อย่างใด หากจะโทษ ก็ควรจะโทษบทภาพยนตร์เป็นลำดับแรก (และใครสักคนควรจะบอก แชนนิ่ง ทาทั่ม ว่าน่าจะเจียดเอาเวลาเพาะกล้ามไปเรียนการแสดงผ่านสีหน้าด้วยจะดีมาก)

วัฒนธรรมบนโลกนี้กำลังอยู่ในกระบวนการยำใหญ่เข้าด้วยกัน มันจะแซ่บหรือไม่แซ่บ ขึ้นอยู่กับบริบทรายล้อมในพื้นที่นั้น ๆ สำหรับชุมชนตัวละครใน Step Up การหลอมรวมครั้งนี้ถือว่าน่าพอใจ วิถีชีวิตของชนชั้นล่างและสูงที่ถูกนำเสนอผ่านการเต้นแบบประสมนั้น ดูเร้าใจและลงตัวยิ่งนัก ยิ่งเมื่อนำเอาแนวคิดเกี่ยวกับมายาคติที่ยัดเยียดผ่านชะตากรรมตัวละครให้เราเห็นว่าโลกมันต้องเป็นเช่นนั้นจริง ๆ (ซึ่งไม่จริงเสมอไป) มาวิเคราะห์แล้ว จะเห็นว่าเนื้อหาสาระของหนังนั้นเหมาะแก่การนำเป็นตัวอย่างชั้นดี ด้านการหลอมรวมทางวัฒนธรรมยุคล่าสุด

แต่หากจะนำเป็นตัวอย่างของการนำเอาองค์ประกอบต่าง ๆ ทางภาพยนตร์ อาทิ บทหนัง การแสดง หรือการกำกับ มายำรวมกันอย่างสอดคล้องลงตัวแล้ว ลองไปหาเรื่องอื่นดู จะดีกว่าไหม

RATING: 2 ดาว


ข้อมูลจากนิตยสาร Starpics ฉบับวันที่ 2 พฤศจิกายน 2549



หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้ว  ครั้ง
 
      ความนิยม
  ให้คะแนนความนิยม

 

 
      เกี่ยวกับเรื่องนี้
 อ่านเรื่องย่อ
 ภาพสวยๆ จากหนัง
 วอลเปเปอร์สวยๆ จากเรื่องนี้
 
helper end

ความคิดเห็นเกี่ยวกับ: วิจารณ์หนัง STEP UP วัฒนธรรมยำ (ไม่) แซ่บ

แสดงความคิดเห็น

ซ่อนความคิดเห็น

รำคาญข้อความโฆษณา หรือพบข้อความไม่เหมาะสม กรุณาช่วยกันคลิก " แจ้งลบ " เพื่อช่วยให้ทีมงานดำเนินการลบข้อความดังกล่าวได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ขอบคุณมากค่ะ

จำนวนข้อความทั้งหมด 9

  1. Re: วิจารณ์หนัง STEP UP วัฒนธรรมยำ (ไม่) แซ่บ

  2. Re: วิจารณ์หนัง STEP UP วัฒนธรรมยำ (ไม่) แซ่บ

  3. Re: วิจารณ์หนัง STEP UP วัฒนธรรมยำ (ไม่) แซ่บ

  4. Re: วิจารณ์หนัง STEP UP วัฒนธรรมยำ (ไม่) แซ่บ

  5. Re: วิจารณ์หนัง STEP UP วัฒนธรรมยำ (ไม่) แซ่บ

  6. Re: วิจารณ์หนัง STEP UP วัฒนธรรมยำ (ไม่) แซ่บ

ร่วมแสดงความคิดเห็น

[เพิ่มเติม]

ต้องการรหัสอื่น

เงื่อนไข การร่วมแสดงความคิดเห็น ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็บบอร์ดไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหาย ต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ feedback@sanook.com เพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบและทำการลบข้อความนั้น ออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้